ทางโหราศาสตร์ ได้แบ่งท้องฟ้าออกเป็น ๑๒ ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า “ราศี” มีอาณาเขตราศีละ ๓๐ องศา เริ่มที่ราศีเมษ พฤษภ สิ้นสุดที่ราศีมีน ระหว่างราศีทั้ง ๑๒ ราศีนี้ ยังมีดาวฤกษ์อยู่อีก ๒๗ หมู่ มีอาณาเขตฤกษ์ละ ๑๓ องศา ๒๐ ลิบดา ฤกษ์เหล่านี้เป็นที่กำหนดการให้ฤกษ์ขณะที่พระจันทร์โคจรผ่าน ซึ่งมีทั้งที่เป็นมงคลและอวมงคล ดาวฤกษ์ทั้ง ๒๗ หมู่ มีตำนานผูกเป็นนิทานให้จำได้ง่าย แต่ต่อไปนี้จะเล่าเพียงย่อ ๆ พอเป็นสังเขปเท่านั้น จะหาฉบับที่เขียนอย่างสมบูรณ์ได้จาก “คัมภีร์โหราศาสตร์ไทย” ของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) ผู้นำตำราโหราศาสตร์ไทยจากสมุดข่อยที่นับว่าเป็นท้องคัมภีร์เก่าแก่แท้จริงมาชำระสอบทานแล้วพิมพ์ออกเผยแพร่ นับว่าท่านเป็นปูชนียชนที่ควรเคารพเทิดทูนเป็นบุพพาจารย์ได้คนหนึ่ง
ฤกษ์ที่ ๑ ดาวอัศวินี (ดาวม้า)
เรื่องมีว่าบุตรเศรษฐีผู้ตกยาก ได้ไปเรียนวิชาแปลงกายมาจากสำนักทิศาปาโมกข์ ณ เมืองตักกะสิลา เมื่อเรียนจบแล้วกลับมาบ้านได้แปลงกายเป็นสัตว์ต่าง ๆ ให้บิดามารดานำไปขาย พอได้โอกาสก็คืนร่างเป็นคนกลับบ้าน ทำอยู่อย่างนี้จนบิดามารดาร่ำรวยเป็นเศรษฐีอย่างเก่า ครั้งสุดท้ายได้นิมิตร่างเป็นม้ามงคลให้บิดานำไปขายต่อพระราชา ครั้งนี้ไปถึงพระอาจารย์เข้าก็โกรธที่ลูกศิษย์แปลงร่างเป็นม้าให้คนขี่นาน เข้าศิลปศาสตร์ย่อมเสื่อมจึงมาช่วยลูกเศรษฐีเพื่อให้พ้นวิบัติ ลูกศิษย์กลัวพระอาจารย์จึงแปลงร่างเป็นสัตว์ต่าง ๆ หนี พระอาจารย์ก็แปลงร่างตามไปบ้าง ในที่สุดลูกศิษย์แปลงจากลูกเขียดเป็นนกพิราบ บินหนีเข้าไปในที่อยู่ของพระราชธิดาของพระราชา และได้กลายร่างเป็นมานพหนุ่มเข้าร่วมรักกับพระราชธิดา พระอาจารย์เห็นว่าศิลปศาสตร์ไม่เสื่อมแล้วจึงกลับไปเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า บุคคลที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดาไม่ถือโกรธครูอาจารย์ที่ลงโทษตนอันประพฤติไม่เป็นสัมมาชีพย่อมมีความเจริญ นิทานบทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดที่เกิดวันที่พระจันทร์เสวยฤกษ์อัศวินีจะมีปัญญารู้ศิลปศาสตร์มาก ผู้ใดทำให้ตายก็มิตาย ภายหลังจะได้มิตรสหายอันมีบริวารมากฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๗ ดวง รูปเหมือนม้าประจำราศีเมษ (๐ํ – ๑๓ํ ๒๐’)
นิทานนี้สืบเนื่องมาจากฤกษ์ที่ ๑ ความว่าเมื่ออาจารย์ของลูกเศรษฐีคนนั้นถึงกาลมรณะแล้วก็ไปเกิดเป็นสตรีมีศิริลักษณ์วิจิตรยิ่งนักมีนามว่านางภรณี ได้อภิเษกสมรสเป็นพระมเหสีของพระราชา อยู่มาเมื่อคลอดพระราชบุตรนั้น พวกนางสนมกำนัลอิจฉาริษยาแกล้งทูลพระราชาว่าพระราชบุตรนั้นถ่อยนัก พระราชาหลงเชื่อจึงทรงขับนางภรณีออกไป นางภรณีได้ไปอาศัยอยู่กับหญิงม่ายผู้หนึ่ง ส่วนราชบุตรเขาใส่ไหถ่วงน้ำในคืนนั้นชาวประมงทอดแหได้ไหใบนั้น แต่เปิดไม่ออกด้วยเทวดารักษาไว้ ชาวประมงได้นำไหนั้นถวายพระราชาแต่ไม่มีใครเปิดได้ ครั้นเวลาจวนรุ่งเทพสังหรให้ทรงพระสุบินว่าโอรสของนางภรณีอยู่ในไหนี้มีแต่พระนางเท่านั้นจึงเปิดได้ พระราชาจึงให้ประกาศหาตัวนางภรณีเมื่อพบพระนางแล้ว ได้ขอให้พระนางเปิดไห พระนางได้อธิษฐานว่าถ้าในไหนี้เป็นลูกของข้าพเจ้าแล้ว ก็ขอให้กุมารออกมาจากไหคลานขึ้นมาสู่มือเบื้องซ้ายของข้าพเจ้านี้เถิด ราชกุมารก็คลานออกมาจากไหสู่พระหัตถ์พระนางและได้ครองราชในเวลาต่อมาเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่าศิลปศาสตร์อันเป็นบาปนั้นทำให้เกิดในกำเนิดทั้งสาม คือสตรีภาพนปุงสกลิงค์และจตุราบาย นิทานบทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดวันที่พระจันทร์เสวยฤกษ์ภรณีจะได้เป็นใหญ่แต่หนุ่มสาว ศัตรูปองร้ายอย่างไรก็มิตาย นานไปศัตรูจะเป็นมิตร
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓ ดวงเป็นสามเหลี่ยมก้อนเส้า ประจำราศีเมษ (๑๓ํ ๒๐’ – ๒๖ํ ๔๐’)
นิทานนี้มีตำนานว่า พระราชาต้องการยกพระราชธิดาให้พระอาจารย์ไตรเทพผู้เรืองวิชาคนหนึ่ง แต่พระอาจารย์ผู้นี้มีศิษย์ที่มีวิชามนตราเสมอด้วยพระอาจารย์เกิดความริษยาต้องการพระราชธิดาพระองค์นี้อยู่ด้วย จึงเข้าเฝ้าพระราชาแสดงวิทยาการทั้งปวงหวังให้พระราชาทรงยกพระราชธิดาให้แก่ตน เมื่อพระอาจารย์เข้ามาเฝ้าพระราชา ศิษย์ผู้นั้นก็แปลงกายเป็นแมลงภู่บินไปจับดอกไม้ที่เสียบบนพระเกศาราชธิดา อาจารย์เห็นเข้าจึงขอพระราชทานดอกไม้นั้น แมลงภู่กระซิบบอกพระราชธิดาให้โยนดอกไม้นั้นให้แก่พระอาจารย์ตน แมลงภู่ก็กลายเป็นข้าวเปลือก อาจารย์เห็นดังนั้นก็กลายเป็นไก่จะกินข้าวเปลือก ข้าวเปลือกจึงกลายเป็นเสือมีปีกจะตะครุบไก่ ไก่เปลี่ยนเป็นเสือโคร่งจะกินเสือมีปีก เสือมีปีกบินหนีไป คนทั้งหลายกลัวเสือโคร่งได้ช่วยกันตีเสือโคร่งจนตาย ศิษย์จึงได้รับพระราชทานราชธิดาเป็นภรรยา เมื่อถึงกาลมรณะเกิดเป็นไก่ตัวเมียมีลูก ๘ ตัว วันหนึ่งมีนักบวชมาพักที่บ้านนี้ เจ้าของไม่มีอะไรจะเลี้ยงนักบวชผู้นี้ จึงจับแม่ไก่มัดต้มในน้ำร้อน ลูกไก่ทั้ง ๘ ตัว รักแม่ของตน จึงพากันบินลงไปในหม้อตายตามแม่.
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า บุคคลผู้หาความกตัญญูต่อครูอาจารย์มิได้ เมื่อถึงกาลมรณะแล้วก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานยังถูกลวกน้ำร้อนอีกด้วย มีลูกไม่ได้สืบวงศ์หลงตายด้วยความโง่ นิทานบทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ที่เกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์กฤติกา จะมีรูปงามรอบรู้ศิลปศาสตร์ทั้งปวงคนทำร้ายก็มิตาย แต่มักให้โทษแก่ครูอาจารย์และผิดภรรยาผู้อื่นจะตายด้วยกามกิเลส.
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๘ ดวง เหมือนฝูงลูกไก่ประจำราศีเมษ (๒๖ํ ๔๐’ – ๓๐ํ และอยู่พฤษภ ๑๐ํ)
มีนางยักษ์ตนหนึ่งมีลูกสาว ๔ คน ลูกทั้ง ๔ นี้เป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงแม่ วันหนึ่งลูกสาวได้มนุษย์ผู้ชายมาคนหนึ่งจึงซ่อนไว้ทำผัวไม่ให้แม่ ภายหลังนางยักษ์ขันรูเข้าโกรธลูกสาวมากจึงฆ่าลูกทั้ง ๔ ตนนั้น ครั้นนางยักษ์ตนนี้ถึงกาลมรณะแล้ว ได้เกิดเป็นพระมหากษัตริย์มีพระหฤทัยดุร้ายโทสะแรงกล้ายิ่งนัก วันหนึ่งทรงพิโรธจะประหารพระราชโอรส พระมเหสีทูลทัดทานว่า การฆ่าด้วยทรงพระพิโรธนั้นจะเป็นที่เดือดร้อนหวาดหวั่นแก่คนทั้งหลายทั้งปวงยิ่งนัก แต่หาได้ทรงฟังคำทัดทานไม่ จับพระราชโอรสโยนขึ้นให้ตกลงเหนือปลายพระขรรค์สิ้นพระชนม์ไป พระมเหสีเสียพระทัยยิ่งนักก็ปลงพระชนม์อยู่ที่นั้น ส่วนพระราชาองค์นั้นเมื่อสังหารพระราชโอรสแล้วก็บรรทมหลับไป ครั้นตื่นขึ้นมาหายทรงพระพิโรธแล้ว รู้สึกพระองค์ว่าทำการเกินสมควรไปจึงเสียพระทัยมากก็ชักพระขรรค์แทงพระอุระสิ้นพระชนม์ตามไป
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า บุคคลอันประกอบด้วยโทสะมีทิฐิมานะแข็งกระด้างดุจไม้ค้ำเกวียนย่อมทำลายบุตรภรรยาเสีย และที่สุดก็ทำลายตัวเอง มีกรรมพาไปสู่ทุกข์คติเกิดเป็นเดรัจฉาน นิทานบทนี้เป็นมูลพยากรณ์ผู้ใดเกิดมาเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์โรหิณีย่อมมีโทสะร้ายยิ่งนัก จะถึงความวิบัติด้วยความโทโสเป็นแน่แท้
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๗ ดวง รูปเหมือนไม้ค้ำเกวียน ประจำราศีพฤษภ (๑๐ํ ๑’ – ๒๓ํ ๒๐’)
ดำเนินนิทานว่าพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง เสด็จไปล่าเนื้อในป่า มีนางเนื้อท้องแก่ตัวหนึ่งวิ่งผ่านพระราชาไปและตกลูกตรงพระพักตร์ พระองค์มีพระทัยกรุณาแก่ลูกเนื้อนั้น จึงนำไปเลี้ยงในพระราชอุทยานและหมั่นเสด็จไปชมลูกเนื้อนั้นเนือง ๆ จนห่างเหินพระมเหสี พระนางจึงน้อยพระทัยบังเกิดริษยาลูกเนื้อนั้น ก็ลอบไปประหารลูกเนื้อนั้น ความทราบถึงพระราชาก็ทรงพิโรธพระมเหสี และอาลัยถึงลูกเนื้อนั้นจึงตรอมพระทัยสิ้นพระชนม์ลง.
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า บุคคลที่มีจิตปฏิพัทธ์อยู่ด้วยสิ่งใด เมื่อถึงกาลมรณะแล้วก็ย่อมเกิดเป็นสิ่งนั้น นิทานเรื่องนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์มฤคศิรเมื่อใกล้จะตายย่อมมีทุกข์โศกมากนัก สิ่งใดเป็นที่รักสิ่งนั้นและนำมาซึ่งความทุกข์ภายหลัง
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓ ดวง เป็นรูปคล้ายหัวเนื้อ ประจำราศีพฤษภ (๒๓ํ ๒๑’ – ๓๐ํ และเมถุน ๖ํ ๔๐’)
มีนิทานว่า ผัวเมียคู่หนึ่งเกิดวิวาทกัน เมียนั้นท้องแก่ได้หนีไปหาพ่อแม่ของตน ระหว่างเดินทางไปในป่าได้คลอดลูกออกมาเป็นชาย หญิงนั้นทิ้งลูกไว้ใต้ต้นไม้แล้วหนีไป รุกขเทวดามีความสงสารทารกนั้นจึงได้เลี้ยงเด็กนั้นจนโต ครั้นคนเห็นเข้าถามว่าลูกใครเด็กก็บอกว่าเป็นลูกเทวดา เมื่อข่าวนี้นั้นรู้ไปถึงพระราชาแห่งนครนั้น จึงทรงใช้ราชบริพารมารับเด็กนั้นไปเลี้ยงไว้ คนทั้งหลายนับถือเด็กคนนี้มากจึงนำเงินทองให้แก่เด็กคนนี้เสมอ ครั้นเติบโตขึ้นได้นำเงินทองที่สะสมไว้ไปเรียนวิชาการต่ออาจารย์ผู้ทรงไตรเทพ เมื่อเรียนจบได้กลับมาสำแดงวิชาการต่าง ๆ ถวายพระราชา พระองค์ทรงพระปราโมทย์ได้ตั้งเป็นราชปุโรหิตาจารย์รับราชการจนสิ้นอายุ
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่าเด็กน้อยอันหาญาติมิได้ได้ที่พึ่งอันประเสริฐประดุจเศวตฉัตรกางกั้นบันดาลให้มีศิลปศาสตร์วิชาการอันเลิศเป็นที่นับถือแก่คนทั้งหลายเป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดขณะพระจันทร์เสวยฤกษ์อารทราย่อมพลัดพรากพ่อแม่แต่น้อย แต่ได้ที่พึ่งและมีวิทยาการดี
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๑ ดวง ถือเป็นฉัตรประจำราศีเมถุน (๖ํ ๔๑’ – ๒๐ํ ๐’)
มีนางยักษ์ตนหนึ่ง จำแลงกายเป็นสตรีมีรูปโฉมสิริโสภายิ่งนัก ได้มนุษย์เป็นสามีจนเกิดบุตรีคนหนึ่ง สามีได้นำมาอยู่ในเมืองมนุษย์ เมื่อเข้ามาอยู่ร่วมกันในเมืองมนุษย์ แล้วนางยักษ์ได้ประพฤติตนดีมีผู้นับถือมากนัก ครั้นถึงกาลมรณะแล้วคนทั้งหลายช่วยกันใส่รถเพื่อนำมาเผา รถนั้นก็ลอยสูญหายไปในอากาศเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า นางยักษ์ที่มีสันดานทำบาปหยาบช้าได้ละสันดานอันชั่วร้ายนั้นมาประพฤติตนทางสุจริตธรรมจนถึงกาลมรณะของตนเป็นการแปลกประหลาดเปรียบประดุจว่าราชรถที่ใช้เป็นยานพาหนะในทางบก กลับกลายเป็นสำเภาทองอันเป็นพาหนะที่ใช้ในทางน้ำ เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดฤกษ์ปุนพสุนี จะได้คู่ครองต่างชาติต่างภาษาจะรักใคร่กันดีเป็นที่นับถือของคน
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓ ดวง รูปเรือสำเภาประจำราศีเมถุน (๒๐ํ ๑’ – ๓๐ํ และกรกฎ ๓ํ ๒๐’)
มีนิทานว่า ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ มีพระเกียรติยศแผ่ไปทั่วทิศานุทิศ เป็นที่เคารพนับถือของเทวดาและมนุษย์เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว บรรดาข้าราชบริพารได้ทำหีบทองใส่พระศพเป็นเกียรติยศ
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า พระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมนั้น บันดาลให้หีบทองที่บรรจุพระศพปรากฏอยู่ชั่วกัลปาวสานเป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์ปุษย จะมีศีลวัตรอันดียิ่ง ประกอบด้วยสิริลักษณ์เป็นที่เสน่หาของคนจะได้รับทรัพย์มรดกเป็นเครื่องเพิ่มพูนความสุข
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๕ ดวง เป็นรูปหีบหรือโลงประจำราศีกรกฎ (๓ํ ๒๑’ – ๑๖ํ ๔๐’)
ดำเนินนิทานว่า มีราชธานีหนึ่งพระราชาสวรรคตแล้วอำมาตย์ผู้ใหญ่ได้ตั้งตัวเองขึ้นครองราช พระมเหสีกลัวภัยจึงหนีเข้าป่าพบยักษ์ตนหนึ่ง ได้รับเอาพระมเหสีเป็นภรรยาจนเกิดบุตรชายคนหนึ่งพออายุครบ ๑๓ ปี มีปรีชาสามารถรอบรู้กิจการทั้งปวง และปรารถนาจะครองราชสมบัติของเมืองที่มารดาเคยอยู่จึงยกพลำยักษ์ไปล้อมเมืองนั้น อำมาตย์ผู้ตั้งตัวเป็นพระราชามีความเกรงกลัวได้มาอ่อนน้อมมอบราชสมบัติให้กุมารของยักษ์จึงได้ขึ้นครองราชสมบัติ และตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมเป็นอันดีแต่หาได้มีราชโอรสสืบสันตติวงศ์ไม่จนชราภาพ ข่าวนี้นรู้ไปถึงนครใกล้เคียงจึงยกทัพมาล้อมพระนครไว้และพระราชาถูกศัตรูจับประหารชีวิต เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า กุมารนี้ตั้งอยู่ในเมตตาธรรมมีศีลธรรมอันดี แม้ศัตรูมาล้อมเมืองก็ไม่ยอมเหยียดแขนชี้ให้ทหารต่อสู้กับข้าศึก ดูประหนึ่งคู้แขนนิ่งเสียจนตนเองก็ต้องตาย เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ที่เกิดวันที่พระจันทร์เสวยฤกษ์อสิเลส จะมีบุตรได้ยากนัก อายุมีน จะตายด้วยศาสตราอาวุธ
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๕ ดวงเป็นรูปแขนคู้ประจำราศีกรกฎ (๑๖ํ ๔๑’ – ๓๐ํ ๐’)
พระราชาพระองค์หนึ่งไม่มีราชโอรสและราชธิดาสืบราชสมบัติแทน จึงพาพระมเหสีและราชบริพารไปสู่สำนักพระฤาษีถามถึงสาเหตุที่ไม่มีราชโอรสและราชธิดา พระฤาษีให้สละชีวิตบูชาพระปรเมศวรเป็นเจ้าแล้วปรารถนาขอบุตร พระราชาทรงกระทำตามคำพระฤาษีทรงเสด็จไปตั้งพิธีทำในป่าจนมีเสือโคร่งมากัดพระราชาองค์นั้นสิ้นพระชนม์
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า คำบอกเล่าของพระฤาษีนั้นหาความจริงมิได้ ผู้ปราศจากการพิจารณาย่อมจะถึงความวินาศเป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ที่เกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะย่อมหาบุตรได้ยาก จะเสียเพราะถ้อยคำคนคดและสัตว์ ๔ เท้าจะทำลายชีวิต
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๕ ดวง เป็นรูปงอนไถหรือรูปปัสสาวะวัวกำลังถ่าย ประจำราศีสิงห์ (๐ํ – ๑๓ํ ๒๐’)
ดำเนินนิทานว่ามีพระฤาษีตนหนึ่งจำเริญฌานอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ นางยักษิณีตนหนึ่งปองร้ายจะทำร้ายพระฤาษี จึงแปลงร่างเป็นเสือโคร่งกระโดดเข้ากัดพระฤาษี พระฤาษีก็กลายร่างเป็นเสือโคร่งใหญ่กว่ากัดเสือโคร่งตัวนั้นตาย
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า บุคคลพึงเคารพผู้ทรงศีล เพราะท่านเป็นผู้แผ่เมตตาไปทั่วทิศานุทิศประดุจเป็นเพดานกั้นแสงพระอาทิตย์ให้ร่มเย็นแก่บุคคลทั่วไป เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดเกิดขณะพระจันทร์เสวยฤกษ์บุรพผลคุนี จะถึงความพินาศเพราะไม่เคารพยำเกรงผู้ควรเคารพ กรรมใดทำไว้ย่อมตามให้ผลในชาติปัจจุบันทันตาเห็น จงระมัดระวังอย่าประกอบอกุศลกรรม
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๒ ดวง เป็นรูปเพดานอยู่ราศีสิงห์ (๑๓ํ ๒๑’ – ๒๖ํ ๔๐’)
มีนิทานว่าลูกเศรษฐีผู้ตกยากเดินทางไปค้าขายทางไกล คืนหนึ่งได้นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้นางเทวดาได้แปลงกายเป็นหญิงสาวชาวบ้านมานอนร่วมเสพเมถุนด้วย ต่อมานางเทวดาได้ตั้งครรภ์และได้คลอดบุตรเป็นชาย เมื่อเจริญอายุแล้ว ได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการผู้ใหญ่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระราชา ภายหลังลอบทำชู้กับพระมเหสีของพระราชา จึงถูกจับประหารชีวิตเสียทั้งคู่
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า ชายที่ทำผิดภรรยาท่าน หญิงนอกใจผัว ย่อมถึงความวินาศฉิบหายเป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์อุตรผลคุนีจะต้องโทษด้วยกามกิเลสผิดเมียท่านอายุมีน
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๒ ดวงรวมกับฤกษ์ ๑๑ เป็น ๕ ดวง เป็นรูปเพดานประจำราศีสิงห์ (๒๖ํ ๔๑’ – ๓๐ํ และราศีกันย์ ๑๐ํ)
มีนิทานว่ามีราชสีห์ ๔ ตัว อยู่ในถ้ำตัวน้องสุดท้องเป็นตัวเมีย วันหนึ่งราชสีห์ตัวผู้ที่เป็นพี่ ๓ ตัวออกไปหาอาหารให้ตัวน้องเฝ้าถ้ำ มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอยู่ในถ้ำแก้วผลึกเห็นราชสีห์ตัวผู้ออกไปหาอาหารกันหมดแล้ว จึงออกจากถ้ำแก้วผลึกไปพูดให้นางราชสีห์นั้นมาเป็นภรรยาตน นางราชสีห์โกรธมากจึงด่าว่าต่าง ๆ สุนัขจิ้งจอกเสียใจมากกลับไปนอนในถ้ำแก้วผลึกดังเก่า เมื่อราชสีห์ที่เป็นพี่ใหญ่กลับมา นางราชสีห์จึงฟ้องเรื่องสุนัขจิ้งจอกมาว่ากล่าวเอา ราชสีห์ตัวพี่ใหญ่ก็โกรธตามไปที่ถ้ำสุนัขจิ้งจอก พอเห็นเงาสุนัขจิ้งจอกหลังแก้วผลึกก็กระโดดตะครุบอกกระแทกแก้วผลึกเข้าอกแตกตายพอตัวที่ ๒ กลับมาได้รู้เรื่องก็ตามไปและถึงแก่ความตายเช่นตัวที่เป็นพี่ใหญ่อีก เมื่อตัวที่ ๓ กลับมารู้เรื่องจึงตามไปที่ถ้ำแก้วผลึกนั้นบ้าง ราชสีห์ตัวที่ ๓ นี้ประกอบด้วยสติปัญญาพิจารณาเหตุผลเห็นว่าสุนัขจิ้งจอกไม่ใช่สัตว์ประเสริฐประการใด ทำไมจะอยู่ในอากาศได้จึงตรวจดูอย่างรอบคอบเห็นรอยเท้าสุนัขจิ้งจอกก็ตามไปจนพบตัวสุนัขจิ้งจอกจึงแผดสิงหนาทบรรลือเสียงให้ดังขึ้นสุนัขจิ้งจอกก็อกแตกตายอยู่ในถ้ำนั้น
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า นางราชสีห์อาจหาญนับถือชาติตระกูลของตนเป็นใหญ่ ๒ ราชสีห์ขาดสติไม่พิจารณาเหตุผลย่อมถึงความพินาศ สุนัขจิ้งจอกมิได้ประมาณในชาติตระกูลของตนจนถึงตัวตาย นิทานนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้เกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์หัตถะนี้ย่อมขัดสนยากจนหาเช้ากินค่ำ ขอทานเลี้ยงชีพเป็นแท้ ชอบแต่ปฏิบัติกิจวัตรในพระศาสนาจึงหาความผาสุกได้ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๕ ดวง มีสัณฐานดังเหนียงสัตว์และฝ่ามือประจำราศีกันย์ (๑๐ํ ๑’ – ๒๓ํ ๒๐’)
ดำเนินนิทานว่า ยังมีพระราชธิดาองค์หนึ่งรูปงามนัก โหรพยากรณ์ว่าจะตายด้วยการถูกจระเข้กินเป็นแน่แท้ต่อเมื่ออายุ ๒๐ จึงจะพ้นเคราะห์ พระราชบิดาจึงสั่งห้ามมิให้พระราชธิดาเสด็จไปตามแม่น้ำลำคลอง บ่อบึงทั้งหลาย ครั้นกาลต่อมาพระราชาพระองค์นั้นต้องเสด็จประพาสป่า พระราชธิดามีความร้อนรุ่มขออาบน้ำที่ท่าน้ำ พระราชมารดาไม่ยอมแต่มีพระทัยสงสารจึงให้ขุดสระและทำเครื่องกั้นล้อมที่สระนั้น พระราชธิดาพร้อมกับสาวใช้จึงลงไปเล่นน้ำในสระแล้วกลับขึ้นมานั่งเล่นบนเวทีที่ทำไว้ วันนั้นบังเอิญพญานาคได้เลื้อยไปซ่อนอยู่ใต้เวทีได้ยินเสียงคนอาบน้ำจึงสอดหัวขึ้นมาดูพระราชธิดามองเห็นตาพญานาคสำคัญว่าเป็นแก้วไพฑูรย์ ก็ให้คนใช้ลงไปเอา พญานาคก็หลับตาจมหัวลงไปคนใช้หาไม่ได้จึงขึ้นมา พญานาคก็ลืมตาขึ้นมาอีก พระราชธิดาอยากได้แก้วนั้นก็ลงจากเวทีไปเอาเอง พอถึงที่พญานาคก็กลับกลายเป็นจระเข้คาบเอาพระราชธิดาลงไปกินในน้ำ
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า นางกุมารีนั้น กระทำกรรมมาแต่ปางหลัง เมื่อถึงคราววาระแล้วจะป้องกันอย่างใดก็ต้องตายด้วยสิ่งนั้น นิทานนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์จิตราจะตายด้วยสัตว์น้ำหรือตกน้ำตายฤกษ์นี้มีดาวอยู่ดวงเดียวดุจตาจระเข้ประจำราศีกันย์ (๒๓ํ ๒๑’ – ๓๐ํ และตุลย์ ๖ํ ๔๐’)
มีนิทานว่า มานพกำพร้าผู้หนึ่งอดยากหิวโหยพบนักบวชให้อาหารดี ๆ แก่สุนัข จึงพูดกับนักบวชว่า ตัวข้านี้ยั้งไม่เคยกินอาหารดี ๆ อย่างสุนัขกินเลย นักบวชสงสารจึงหาอาหารให้มานพนั้นกินบ้าง มานพนั้นอาหารจนเกินขนาดจึงท้องแตกตายแล้วกลับไปเกิดเป็นลูกโทนของสุนัขตัวนั้น แม่ชีคนหนึ่งได้เอาลูกสุนัขนั้นไปเลี้ยงมันมีความรักเจ้าของมากติดตามไปทุกหนทุกแห่งจนชาวบ้านนินทาว่าแม่ชีนั้นได้สุนัขเป็นผัว แม่ชีมีความละอายใจจึงเอาไหใส่ของแล้วผูกคอสุนัขนั้นถ่วงน้ำเสียเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า ผู้ใดรักฝังใจ พอใจสิ่งใด เมื่อถึงกาลมรณะก็เป็นกรรมติดตามตน เช่นมานพนั้นเกิดเป็นสุนัขนั้นด้วยความพอใจสุนัขนั้นและด้วยความรักความพอใจแม่ชีนั้นก็ถูกถ่วงน้ำเสียอีก ความรักอันวิปริตเห็นผิดเป็นชอบย่อมได้รับผลกรรมอันนี้ บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์สวาติ จะพลัดพรากจากบิดามารดาแต่น้อย เที่ยวร่อนเร่ไปทั่วทิศานุทิศแล้วจะถึงกาลมรณะด้วยการกินอาหารผิดสำแดง.ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๕ ดวงรูปเหมือนเหนียงสุนัข ประจำราศีตุลย์ (๖ํ ๔๑’ – ๒๐ํ)
มีนิทานว่า อาจารย์ผู้หนึ่งมีลูกศิษย์มาเรียนศิลปศาสตร์ ๕๐๐ คน ศิษย์คนหนึ่งทำชู้กับภรรยาของอาจารย์ ครั้นอาจารย์รู้เข้าจึงจับศิษย์คนนั้นผูกไว้จนตายแล้วไปเกิดในท้องแม่โคตัวหนึ่ง อาจารย์ไปถามพระฤาษีว่าศิษย์ทำชั่วคนนั้นมันตายแล้วไปเกิดที่ไหน พระฤาษีบอกว่ามันไปเกิดเป็นลูกวัวอยู่ในท้องวัวที่บ้านอาจารย์นั้นเอง อาจารย์ก็มาเจาะท้องวัวเอาลูกวัวออกแล้วขุดหลุมฝังเสียเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า ศิษย์มิได้ซื่อตรงหลงอำนาจกามกิเลสผิดด้วยภรรยาของอาจารย์ จึงต้องโทษถึงชีวิตในอิทธิโลกและปรโลกจะต้องรับเวรอยู่ชั่วกัลปาวสาน บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์วิสาขะจะมีปัญญารู้ศิลปศาสตร์เป็นอันดีแต่จะต้องเสียเกียรติยศเสียชื่อเสียงตลอดจนต้องสิ้นชีวิตเพราะผิดภรรยาท่านที่มีพระคุณฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓ ดวงเป็นรูปเหมือนแขนนางประจำราศีตุลย์ (๒๐ํ ๑’ – ๓๐ํ และพิจิก ๓ํ ๒๐’)
มีนิทานว่า ชาวนากับลูกชายนั่งหุงข้าวอยู่ด้วยกัน ลูกชายบอกพ่อว่านกอยู่บนกิ่งไม้พ่อยิงให้ลูกเถิด ชาวนาจึงเอาหน้าไม้ยิงนกนั้นตกลงมาตาย
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า พ่อกับลูกทำอกุศลกรรมไว้ร่วมกันจะต้องพลัดพรากจากกันจนสิ้นชาติ บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดมาเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์อนุราธจะมีโรคภัยเบียดเบียนตั้งแต่เด็ก ครั้นโตขึ้นจะต้องโทษทุกข์ต่าง ๆ จะถูกยิงตาย
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๔ ดวง รูปเหมือนหน้าไม้ประจำราศีพิจิก (๓ํ ๒๑’ – ๑๖ํ ๔๐’)
ดำเนินนิทานว่า พระฤาษีตนหนึ่งบำเพญพรตอยู่ในป่าพบนางเทพธิดานางหนึ่งชื่อปณินาม นางแกล้งชมโฉมพระฤาษีต่าง ๆ นานา และขอไปอยู่ด้วยจะได้อุปฐากพระฤๅษีได้ถือนางจึงตามไปอยู่กับพระฤๅษี ครั้นอยู่ได้ ๒-๓ วันก็ได้เป็นภรรยาของพระฤๅษีจนได้บุตรชายคนหนึ่งมีศิริรูปเป็นที่เจริญตายิ่งนัก ประชาชนเลื่องลือนับถือว่าเป็นผู้ประกอบด้วยบุญญาธิการมาก ครั้นพออายุได้ ๑๓ ปี ก็มีข้าราชการในนครนั้นมาเชิญกุมารนั้นไปครองราชเพราะพระราชาผู้ครองนครสิ้นพระชนม์แล้วหาผู้ครองนครมิได้เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า ถ้อยคำที่นางเทพธิดาชมโฉมพระฤๅษีนั้นหาได้เลื่อมใสในพรหมจรรย์ไม่ ที่แท้หมายจะได้เป็นภรรยาของพระฤๅษีจึงกล่าวคำมุสาเป็นคำคดอ้อมมาหาความชั่วกล่าวคือเมถุนธรรม บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์เชษฐ จะได้สืบตระกูลจากเชื้อผู้ดี มีศิริโฉมงามเป็นที่นิยมของคนทั้งหลาย แต่ว่าจานั้นเชื่อมิได้แลฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๑๔ ดวง มีรูปคด ๆ อย่างหลังช้างประจำราศีพิจิก (๑๖ํ ๔๐’ – ๓๐ํ)
ดำเนินนิทานว่า มานพสองคนพี่น้องอยู่บ้านเดียวกัน น้องชายได้ภรรยามาอยู่ร่วมบ้านด้วยเมื่อน้องชายไม่อยู่พี่ชายได้ประพฤติผิดประเวณีกับภรรยาของน้องชาย ขณะกำลังเสพเมถุนอยู่มีอสรพิษเลื้อยขึ้นมากัดหญิงชายตายทั้งคู่ นับว่าการประกอบกรรมอันชั่วย่อมให้ผลในปัจจุบันดังนี้
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่าบุคคลผู้มัวเมาไปด้วยตัณหาแล้วเปรียบเสมือนช้างตกมัน ย่อมมิรู้จักโทษานุโทษอันจะพึงมี ย่อมประพฤติล่วงอกุศลกรรมบท ๑๐ ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้นทั้งในอิทธิโลกและปรโลกเป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดวันที่พระจันทร์เสวยฤกษ์มูละจะตายด้วยผิดประเวณี
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๙ ดวง รูปคล้ายดาวในฤกษ์ที่ ๑๘ ประจำราศีธนู (๐ํ – ๑๓ํ ๒๐’)
มีนิทานว่านกใหญ่ตัวหนึ่งทำรังอยู่เหนือต้นไม้ได้จับลูกสุนัขมาตัวหนึ่งเพื่อให้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกของมันในรังนั้น เมื่อหาอาหารมาได้ก็ให้ลูกมันและลูกสุนัขกินเป็นประจำ วันหนึ่งแม่นกใช้ขนให้ลูกของมันแล้วใช้ให้ลูกสุนัขด้วย แต่ลูกสุนัขก็จี๋จึงงับปากแม่นก แม่นกโกรธก็เอาปากสับลูกสุนัขตกจากรังลงมาตายเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า คนพาลและสัปบุรุษจะอยู่ร่วมกันมิได้ หากอยู่ด้วยกันจะเกิดวิบัติต่าง ๆ ดุจแม่นกสัตว์วิบาทพอย่อมอยู่ร่วมกับสุนัขสัตว์จตุบาทไม่ได้ เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์บุรพอาสาธ จะมีผู้อื่นเอาไปเลี้ยงไว้ หรือจะพลัดพรากจากบิดามารดาแต่น้อยนัยหนึ่งว่าเป็นพยาธิตั้งแต่น้อย เมื่อโตขึ้นมักตกจากที่สูงตายฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓ ดวง รูปดังปากนกประจำราศีธนู (๑๓ํ ๒๑’ – ๒๖ํ ๔๐’)
มีนิทานว่า พระฤๅษีตนหนึ่งจำเริญพรตอยู่กับลูกสาวในป่า พญาครุฑเห็นลูกสาวพระฤๅษีเข้าก็มีจิตเสน่หาจึงแปลงกายเป็นมานพมาขอลูกสาวพระฤๅษี พาไปยังวิมานฉิมพลี ต่อมานางจึงตั้งครรภ์และคลอดลูกตาย พญาครุฑเสียใจมีสัญญาวิปลาสบินไปสู่พรหมโลกก็ไปถูกลมกรดพัดเข้าถึงแก่ความตายเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่าบุคคลที่ยินดีในกามกิเลส ถือเอาบุตรภรรยาเป็นอารมณ์ก็จะถึงแก่ความวินาศฉิบหาย ดุจพญาครุฑ บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ที่เกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์อุตรอาสาธจะประกอบด้วยวิริยภาพยิ่งนักมีคนอุดหนุนค้ำจุน เป็นที่เคารพยำเกรงของผู้อื่น ถ้าเป็นหญิงว่าจะคลอดบุตรหรือกินของผิดสำแดงตาย ถ้าเป็นชายว่าจะตายเพราะสตรีทำเหตุฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๕ ดวงดังรูปครุฑ ประจำราศีธนู (๒๖ํ ๔๑’ – ๓๐ํ และมังกร ๑๐ํ)
ดำเนินเรื่องกระต่ายตื่นตูมว่า กระต่ายตัวหนึ่งนอนอยู่ใกล้ต้นมะตูม ลูกมะตูมตกลงมาถูกใบตาลเสียงดังสนั่น ก็คิดว่าแผ่นดินถล่มวิ่งไปร้องไปว่าแผ่นดินถล่มแล้ว สัตว์ต่าง ๆ ล้วนกลัวตายไม่ทันพิจารณา ต่างวิ่งตามกันเป็นฝูงใหญ่ ราชสีห์เห็นสัตว์ทั้งหลายวิ่งมาด้วยความตื่นตกใจได้เรียกให้หยุดแล้วถามเรื่องราว กระต่ายบอกว่าหนีแผ่นดินถล่มมาราชสีห์เกิดสงสัยให้พาไปดูพวกสัตว์ก็เห็นลูกมะตูมตกอยู่เท่านั้น ราชสีห์ได้ติเตียนกระต่ายที่จะพาให้สัตว์ทั้งหลายพินาศ จำต้องทำโทษให้หนัก กระต่ายกลัวราชสีห์ทำโทษตนให้ตาย จึงอุบายหลอกราชสีห์ว่า ศัตรูของราชสีห์กำลังจะทำร้ายอยู่ ราชสีห์จึงให้กระต่ายพาไป จนถึงเขาใหญ่แล้วยั่วให้ราชสีห์กระโดดลงไปในเหวว่าศัตรูอยู่ในเหวนั้น ราชสีห์โกรธไม่ทันพิจารณาก็กระโดดลงไปหัวฟาดก้อนหินตายอยู่ในนั้นเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่าบุคคลผู้มีความโกรธโดยถือทิฐิมานะยกตนว่าสูงศักดิ์ดุจเสาหลักชัยย่อมจะถึงความพินาศฉิบหายดุจราชสีห์ บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์สวณะมักเป็นคนหยิ่งจองหอง ทำการมิได้พิจารณาจะเสียตนด้วยคนล่อลวงฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓ ดวง รูปดังหลักชัย ประจำราศีมังกร (๑๐ํ ๑’ – ๒๓ํ ๒๐’)
มีนิทานว่าบุรุษโง่ผู้หนึ่งไปป่าหาไม้หาฟืนกับเพื่อนบ้าน พบควายป่าตัวหนึ่งเพื่อนบ้านพูดว่า หากจับควายป่าตัวนี้ได้ย่อมดีกว่าได้ไม้ได้ฟืน บุรุษโง่นั้นได้ยินก็แล่นออกไปจับควายก่อนคนอื่น ก็ถูกควายป่าขวิดตายทันทีเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า บุคคลผู้ปราศจากปัญญาพิจารณามีความปรารถนาจะได้สิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็จะฆ่าตัวเสีย ประดุจปลาโลภจะกินเหยื่อในไซเมื่อเข้าไปกินก็จะถูกฆ่าตาย บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์ธนิษฐจะตายเพราะโลภไม่มีปัญญาพิจารณาภัย
ฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๔ ดวง ดังรูปไซประจำราศีมังกร (๒๓ํ ๒๑’ – ๓๐ํ และกุมภ์ ๖ํ ๔๐’)
นิทานบทนี้มีว่า เนื้อทรายฝูงหนึ่งชนหมูป่าตัวหนึ่งตาย
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า สัตว์โลกทั้งหลายย่อมก่ออกุศลกรรมด้วยประการต่าง ๆ มีโลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นอกุศลมูลทั้งนั้น ดุจปลาที่แหวกว่ายไปมาในน้ำด้วยหางของมัน บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์สตพิษจะมีอุบัติเหตุอันตรายมากนักให้เกรงคน พยาบาทปองร้ายทำอันตรายต่าง ๆฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๔ ดวง เป็นรูปหางพิมพ์ทอง ประจำราศีกุมภ์ (๖ํ ๔๑’ – ๒๐ํ)
มีนิทานว่าลูกสาวเศรษฐีผู้หนึ่ง พ่อแม่ตายแต่เด็ก มีเศรษฐีผู้หนึ่งนำกุมารีนั้นไปเลี้ยงและบอกชาวบ้านว่าจะเลี้ยงเป็นบุตรของตน แต่เมื่อภรรยาของตัวตายก็ได้กุมารีนั้นเป็นภรรยาจนนางมีบุตรได้คนหนึ่งนางก็ตาย
เพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่าเศรษฐีมีใจเป็นสอง ทีแรกจะเลี้ยงเป็นบุตรแต่ทีหลังรับเป็นภรรยาเพราะกามกิเลสเข้าครอบงำ จึงปราศจากความละอาย ไม่กลัวความครหา นินทา บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์บุรพภัทรบทพ่อแม่จะตายจากไปแต่น้อย แล้วจะได้เป็นใหญ่ในเรือนผู้อื่นจะมีทรัพย์และมิตรสหายมาก มีบุตรคนแรกเป็นหญิง จะเสียเงินเพราะคนลวงฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๒ ดวง รูปดังเพดานประจำราศีกุมภ์ (๒๐ํ ๑’ – ๓๐ํ และมีน ๓ํ ๒๐’)
มีพระราชาพระองค์หนึ่งชื่อ พระยาธนู ชอบเข้าป่าล่าสัตว์ในป่า มีกวางใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งมาชนและเหยียบพระชงฆ์หัก พระยาธนูก็คลานเข้าไปอาศัยอยู่ในพุ่มไม้ และถึงกาลมรณะอยู่ในที่นั้นเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า พระยาธนูแม้มีพระราชสมบัติเป็นอันมากก็หาได้ชื่นชมสมบัตินั้น ไม่กลับโลภยินดีออกไปประกอบอกุศลกรรมมีการยิงสัตว์เป็นต้นจนตัวถึงกาลมรณะในป่า เพราะลุอำนาจต่อความโลภเป็นเหตุให้ประสบความวินาศฉิบหาย บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่าผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์ อุตรภัทรบทจะพินาศด้วยความโลภเข้าครอบงำ อย่าดูหมิ่นผู้มีกำลังเหนือตนฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๒ ดวง รวมกับฤกษ์ ๒๕ อีก ๒ ดวง เป็นรูปเพดานประจำราศีมีน (๓ํ ๒๑’ – ๑๖ํ ๔๐’)
ชายคนหนึ่งพร้อมกับลูกชาย ๓ คน พากันไปกู้ไซที่ดักปลาไว้ พ่อดำน้ำลงไปกู้ไซก่อน ถูกปลาใหญ่ที่อยู่ในน้ำนั้นกินเสีย ลูกชายคนโตไม่เห็นพ่อขึ้นมาจึงดำน้ำลงไปตามก็ถูกปลาใหญ่กินเสียอีก น้องคนที่ ๒-๓ ก็ดำน้ำลงไปบ้างก็ถูกปลากินตายทั้งหมด ๓ คนเพื่อให้ประจักษ์แก่ตาโลกว่า พ่อและลูกทั้ง ๔ คน ล้วนเป็นคนโฉดเขลาหาพิจารณาเหตุที่เกิดอันตรายไม่ จึงพากันตายเสียทั้งสิ้น บทนี้เป็นมูลพยากรณ์ว่า ผู้ใดเกิดเมื่อพระจันทร์เสวยฤกษ์เรวดี มักเป็นคนโง่เขลาหาปัญญามิได้ ทำการใดมิรู้ผิดรู้ชอบจะตายด้วยสัตว์ในน้ำฤกษ์นี้มีดาวอยู่ ๓๖ ดวง เป็นรูปไซและปลาตะเพียนประจำราศีมีน (๑๖ํ ๔๑’ – ๓๐ํ)